น้ำมันไฮดรอลิกคืออะไร มีกี่ประเภท เลือกอย่างไรให้เหมาะกับระบบไฮดรอลิก

น้ำมันไฮดรอลิกเป็นของไหลที่ไม่สามารถบีบอัดได้ ถูกใช้เป็นตัวกลางในการส่งถ่ายพลังงานและถ่ายเทแรงดันในระบบไฮดรอลิกของเครื่องจักร ช่วยลดแรงเสียดทานและป้องกันการสึกหรอของชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่ภายในระบบ เพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร ทั้งยังมีประโยชน์อื่นอีกหลายประการ บทความนี้จึงขอพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับข้อมูลต่าง ๆ ของน้ำมันไฮดรอลิก

น้ำมันไฮดรอลิกคืออะไร

น้ำมันไฮดรอลิก (Hydraulic Oil หรือ Hydraulic Fluid) คือ ของเหลวที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ถ่ายทอดพลังงานในระบบไฮดรอลิก ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งแรงดันและกำลังจากปั๊มไปยังอุปกรณ์ โดยมีคุณสมบัติหลักคือ

  • เป็นของไหลที่อัดตัวไม่ได้ (Non-compressible) – น้ำมันทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งผ่านแรงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เพื่อให้อุปกรณ์ไฮดรอลิกเคลื่อนที่และทำงานได้ตามแรงดันที่กำหนดอย่างรวดเร็วและแม่นยำ 
  • หล่อลื่น (Lubrication) – ช่วยลดแรงเสียดทาน ป้องกันการสึกหรอของชิ้นส่วนที่มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา
  • ระบายความร้อน (Cooling) – ดูดซับและถ่ายเทความร้อนที่เกิดจากการทำงานของระบบนำไปทิ้งที่ถังพักหรือระบบหล่อเย็น โดยคุณสมบัติของน้ำมันจะไม่เปลี่ยนแปลงมากแม้อุณหภูมิสูงขึ้น
  • ป้องกันสนิมและกัดกร่อน (Corrosion Protection) – มีสารเติมแต่งที่ช่วยเคลือบผิวโลหะเพื่อป้องกันปฏิกิริยากับน้ำและอากาศ โดยไม่ทำปฏิกิริยากับยาง ซีล ปะเก็น หรือสี

ประเภทของน้ำมันไฮดรอลิก

1. Mineral-based Hydraulic Oil 

ผลิตจากน้ำมันแร่ที่ได้มาจากการกลั่นน้ำมันดิบ โดยมีการเติมสารเพิ่มคุณภาพ ปกป้องพื้นผิวโลหะจากความชื้นและการกัดกร่อน ทำให้มีคุณสมบัติที่จำเป็นต่อการใช้งาน

จุดเด่น

ต้นทุนต่ำ มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการหล่อลื่นชิ้นส่วนภายในระบบไฮดรอลิก เหมาะสำหรับเครื่องจักรกลอุตสาหกรรมทั่วไป อุปกรณ์เคลื่อนที่ในงานก่อสร้าง การเกษตร และยานยนต์ เข้ากันได้ดีกับซีลและวัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้ในระบบ

ข้อจำกัด

ดัชนีความหนืดต่ำ ทำให้หนืดขึ้นเมื่ออุณหภูมิเย็นจัด เสื่อมสภาพจากความร้อนและน้ำได้ง่ายา ทั้งยังติดไฟได้ง่าย จึงไม่เหมาะสำหรับใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้สูง ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสลายตัวได้ช้าหากเกิดการรั่วไหล

2. Synthetic Hydraulic Oil 

ผลิตโดยกระบวนการทางเคมี ด้วยการแยกส่วนโมเลกุลพื้นฐานจากปิโตรเลียมหรือก๊าซธรรมชาติ และสร้างขึ้นใหม่ให้มีความบริสุทธิ์ ทำให้ได้โมเลกุลที่มีโครงสร้างสม่ำเสมอ จึงมีคุณสมบัติเสถียรกว่าและเหมาะกับงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง

จุดเด่น

ประสิทธิภาพในการหล่อลื่นสูง มีแนวโน้มที่จะเกิดออกซิเดชันหรือการเสื่อมสภาพทางเคมีน้อยกว่าน้ำมันแร่ ทำให้อายุการใช้งานยาวนานขึ้น ติดไฟได้ยาก ทนแรงดันสูงได้ดี เหมาะกับระบบที่ต้องการกำลังมากและต่อเนื่อง ความหนืดคงที่แม้อยู่ในช่วงอุณหภูมิ -50°C จึงใช้งานได้ดีแม้ในอุณหภูมิเย็นจัดหรือร้อนจัด บางสูตรได้รับการออกแบบมาให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถย่อยสลายได้ง่ายกว่าน้ำมันแร่ เหมาะสำหรับใช้ในพื้นที่ที่อ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อม

ข้อจำกัด

ราคาสูงกว่า Mineral-based Hydraulic Oil บางสูตรอาจต้องใช้ซีลหรือวัสดุเฉพาะเพื่อป้องกันการกัดกร่อน

3. Biodegradable / Bio-based Hydraulic 

ผลิตจากวัตถุดิบที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable) หรือผลิตจากฐานชีวภาพ (Bio-based) เช่น น้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันดอกทานตะวัน หรือเอสเทอร์สังเคราะห์ที่ได้จากแหล่งชีวภาพ เป็นของไหลไฮดรอลิกที่ออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกรณีที่เกิดการรั่วไหล

จุดเด่น

ย่อยสลายได้เร็ว หากเกิดการรั่วไหล ความเป็นพิษต่อสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อยู่ในระดับต่ำ ทำให้เหมาะกับงานในป่าไม้ การเกษตร หรือพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ มีดัชนีความหนืดสูง จึงทำงานได้ดีแม้จะมีอากาศร้อนหรือเย็นจัด และยากต่อการติดไฟ

ข้อจำกัด

ถึงจะมีระดับความเป็นพิษต่ำ แต่เมื่อรั่วไหล ต้องทำความสะอาดตามขั้นตอน ไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้ บางสูตรอาจมีปัญหาเรื่องความคงตัวทางออกซิเดชัน จึงใช้กับซีลยางได้แค่บางชนิด นอกจากนั้นน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอสเทอร์สามารถเสื่อมสภาพได้หากมีน้ำปนเปื้อน จำเป็นต้องควบคุมความชื้นในระบบอย่างเหมาะสม และน้ำมันไฮดรอลิกชนิดนี้มีราคาสูงกว่าน้ำมันแร่ทั่วไปประมาณ 30-40%

4. Fire-resistant Hydraulic Oil 

น้ำมันไฮดรอลิกที่ถูกออกแบบมาให้ยากต่อการติดไฟและลดความเสี่ยงการเกิดเพลิงไหม้ โดยไฟสามารถดับได้เองเมื่อนำแหล่งความร้อนออกห่าง เหมาะสำหรับใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีแหล่งกำเนิดความร้อนสูง เช่น เตาหลอมเหล็ก เครื่องจักรในเหมืองใต้ดิน หรือระบบควบคุมกังหันในโรงไฟฟ้า น้ำมันไฮดรอลิกต้านทานไฟตามมาตรฐาน ISO 6743-4:2015 แบ่งเป็น 6 ประเภทคือ

  • HFAE (Oil-in-Water Emulsions) มีส่วนประกอบเป็นน้ำ 95% และน้ำมัน 5% ติดไฟยากและถ่ายเทความร้อนได้ดี คุณสมบัติการหล่อลื่นต่ำและประสิทธิภาพในการป้องกันการกัดกร่อนไม่ดีนัก จึงมักใช้เฉพาะงานที่ไม่ต้องการการหล่อลื่นสูง
  • HFB (Water-in-Oil Emulsions) น้ำมันพื้นฐานที่มีน้ำผสมอยู่ประมาณ 40% กระจายตัวเป็นหยดเล็ก ๆ ในน้ำมัน เมื่อเจอความร้อนสูง น้ำในสูตรจะกลายเป็นไอน้ำ ช่วยลดการติดไฟของน้ำมัน ถ่ายเทความร้อนได้ดี มีคุณสมบัติการหล่อลื่นและการป้องกันการกัดกร่อนดีกว่า HFAE
  • HFC (Water-Glycol Solutions) มีองค์ประกอบของไกลคอล 60% และน้ำ 35% ไกลคอลทำให้น้ำมันไฮดรอลิกมีจุดเยือกแข็งต่ำและมีดัชนีความหนืดสูงกว่าน้ำมันฐานทั่วไป ยากต่อการติดไฟและถ่ายเทความร้อนได้ดี
  • HFDR (Synthetic Phosphate Esters) น้ำมันฐานสังเคราะห์ชนิดฟอสเฟตเอสเทอร์ มีความเสถียรต่อการออกซิเดชันสูง มีคุณสมบัติป้องกันการสึกหรอ และสามารถใช้งานได้ถึงอุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส มีดัชนีความหนืดน้อยกว่า 60 และไวต่อการเกิดไฮโดรไลซิส จึงนิยมใช้ในเครื่องจักรหล่อขึ้นรูปอะลูมิเนียม เตาหลอม และงานโรงเหล็ก
  • HFDU (Synthetic Anhydrous – Other) มีส่วนประกอบของของเหลวสังเคราะห์ชนิดอื่นโดยไม่ใช้น้ำ เช่น Polyol Esters และ Polyether glycols ยากต่อการติดไฟ เสถียรต่อการออกซิเดชัน ป้องกันการสึกหรอได้ดี ติดไฟยาก หล่อลื่นดี ดัชนีความหนืดสูง บางสูตรย่อยสลายได้ทางชีวภาพ
  • HFDT (Synthetic Anhydrous – Mixtures) เป็นการผสมกันของสารสังเคราะห์หลายชนิด เช่น Mixtures of HFDR และ HFDU เพื่อให้ได้คุณสมบัติเฉพาะตัวตามที่ต้องการ
    • จุดเด่น ปลอดภัยกับงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้
    • ข้อจำกัด ราคาสูงกว่าน้ำมันไฮดรอลิกทั่วไป บางสูตรอาจมีผลต่อวัสดุซีลหรือโลหะบางชนิด

5. Food Grade Hydraulic 

น้ำมันหล่อลื่นชนิดพิเศษที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ หากเกิดการปนเปื้อนในอาหารโดยไม่ได้ตั้งใจ ผลิตจากน้ำมันพื้นฐานที่บริสุทธิ์สูง เช่น น้ำมันแร่ที่ผ่านการกลั่นอย่างดี หรือน้ำมันสังเคราะห์

จุดเด่น

ปลอดภัยต่ออาหาร เกิดคราบและตะกอนในระบบน้อย มีสารเติมแต่งที่ไม่เป็นพิษสำหรับป้องกันการสึกหรอ ทนการเกิดออกซิเดชันและสนิม ช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร

ข้อจำกัด

ราคาสูง เนื่องจากต้องผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัย และใช้สารเติมแต่งที่ไม่เป็นพิษ รวมถึงไม่เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนักที่ต้องการการหล่อลื่นและงานที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้

ปัจจัยการเลือกใช้น้ำมันไฮดรอลิก

การเลือกใช้น้ำมันไฮดรอลิกให้เหมาะสมกับงานนับเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ระบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณาดังนี้

  • ความหนืด (Viscosity Grade) – ต้องเลือกให้เหมาะกับอุณหภูมิและแรงดันของระบบ ถ้าความหนืดต่ำเกินไป จะทำให้การหล่อลื่นไม่ดี ถ้าความหนืดสูงเกินไป ระบบจะทำงานอืด กินไฟสูง และอาจเกิดโพรงอากาศในปั๊ม
  • ดัชนีความหนืด (Viscosity Index – VI) – เป็นค่าที่บ่งบอกความคงตัวของความหนืดเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง โดยถ้าทำงานในพื้นที่กลางแจ้งหรือที่ที่มีอุณหภูมิไม่คงที่ ควรเลือกน้ำมันที่มีค่า VI สูง เพื่อให้ความหนืดคงที่ตลอดการทำงาน
  • ประเภทของปั๊มไฮดรอลิก  – ปั๊มแต่ละชนิดต้องการสารเติมแต่งต่างกัน โดยอาจต้องมีการเพิ่มสารป้องกันการสึกหรอสูง หรือเติมสารป้องกันการกัดกร่อนเป็นพิเศษ
  • ความเข้ากันได้กับวัสดุ – น้ำมันที่เลือกใช้ต้องไม่กัดกร่อนซีลหรือโลหะอ่อนในระบบ รวมถึงอาจต้องเลือกซีลและอุปกรณ์ในระบบให้เหมาะกับการใช้งาน
  • สภาพแวดล้อมการใช้งาน – หากทำงานใกล้เตาหลอมหรือประกายไฟ ต้องใช้กลุ่ม Fire-Resistant และถ้างานใกล้แหล่งน้ำหรือป่าไม้ ควรใช้กลุ่ม Biodegradable สำหรับงานผลิตอาหารหรือยา อาจต้องใช้น้ำมันเกรด Food Grade

คำถามที่พบบ่อย

ระดับน้ำมันต้องอยู่ในช่วงที่ผู้ผลิตกำหนด ต้องไม่มีน้ำ ฝุ่น โลหะ หรือสารเคมีอื่น ๆ นอกจากนี้เมื่อน้ำมันเสื่อมสภาพจะมีสีเข้มขึ้นหรือมีกลิ่นไหม้ โดยถ้าน้ำมันมีฟองหรือเกิดการแยกชั้น ระบบทำงานช้าลง มีเสียงผิดปกติ หรืออุณหภูมิสูงผิดปกติ สาเหตุอาจเกิดมาจากการที่น้ำมันไฮดรอลิกเสื่อมสภาพ สำหรับการบำรุงรักษา ควรเปลี่ยนถ่ายตามระยะเวลาในคู่มือผู้ผลิตหรือผลการตรวจวิเคราะห์น้ำมัน และใช้หรือเปลี่ยนไส้กรองเพื่อลดสิ่งปนเปื้อน หลีกเลี่ยงการทำงานที่อุณหภูมิสูงเกินไปซึ่งเป็นการเร่งให้เกิดการเสื่อมสภาพ

เมื่ออากาศปนในน้ำมันไฮดรอลิก จะสังเกตเห็นได้ว่าน้ำมันในถังเป็นฟอง เกิดจากท่อน้ำมันส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างถังพักน้ำมันกับทางเข้าของปั๊มไฮดรอลิก มีรอยรั่วทำให้อากาศเข้า หรือตัวกรองอุดตันทำให้เกิดสุญญากาศจนน้ำมันกลายเป็นไอ วิธีแก้ไขควรขันข้อต่อท่อให้แน่น หรือเปลี่ยนกรอง

สาเหตุเกิดจากการควบแน่นของไอน้ำในถังพัก หรือระบบหล่อเย็นรั่ว วิธีแก้ไขควรเปลี่ยนน้ำมันใหม่ หรือใช้เครื่องแยกน้ำ และติดตั้งตัวกรองอากาศที่ดูดซับความชื้นได้