การไล่ลมไฮดรอลิค ไม่เพียงแต่ช่วยกำจัดฟองอากาศที่ทำให้เครื่องจักรสั่นกระตุกและทำงานไม่สมูทเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันความเสียหายรุนแรงต่อปั้มไฮดรอลิคจากการกัดกร่อนภายในอีกด้วย หากคุณไม่อยากให้ระบบสูญเสียกำลังหรือเกิดความร้อนสูงจนน้ำมันเสื่อมสภาพไวกว่ากำหนด บทความนี้จะมาเจาะลึกถึงข้อเสียและวิธีตรวจสอบ รวมถึงขั้นตอนการไล่ลมที่ถูกต้องที่จะช่วยให้เครื่องจักรกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อการใช้งาน
การไล่ลมไฮดรอลิค คืออะไร?
การไล่ลมไฮดรอลิค (Bleeding Hydraulic System) คือ ขั้นตอนการเคลียร์อากาศที่หลงเหลืออยู่ในระบบไฮดรอลิคออกไปให้หมด เพื่อคืนพื้นที่ให้กับน้ำมันไฮดรอลิคให้ส่งกำลังได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากอากาศมีคุณสมบัติยืดหยุ่นและยุบตัวง่าย ต่างจากน้ำมันที่ยุบตัวไม่ได้ เมื่อมีฟองอากาศแทรกตัวอยู่ตามเส้นท่อหรือภายในอุปกรณ์ จะทำให้เครื่องจักรทำงานผิดปกติ เช่น กระบอกสูบเคลื่อนที่กระตุก ไม่นิ่ง เสียงดังผิดปกติ หรืออาจสร้างความร้อนมหาศาลภายในปั๊ม การไล่ลมจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เพื่อให้ระบบกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อเสียจากการไม่ไล่ลมไฮดรอลิค
หากปล่อยให้มีอากาศค้างอยู่ในระบบโดยไม่ไล่ลมออก จะส่งผลเสียต่อทั้งประสิทธิภาพการทำงานและอายุการใช้งานของเครื่องจักรเป็นอย่างมาก และนี่คือข้อเสียที่คุณไม่ควรมองข้าม
- เครื่องจักรทำงานกระตุกและควบคุมลำดับได้ยาก เนื่องจากอากาศมีคุณสมบัติยุบตัวได้ เมื่อแรงดันส่งผ่านอากาศจะทำให้แกนไฮดรอลิกสั่นกระตุก ไม่สมูท หรืออาจหยุดเป็นช่วงๆ ทำให้การควบคุมตำแหน่งขาดความแม่นยำ
- เกิดความเสียหายภายในปั๊ม (Cavitation) ฟองอากาศที่ถูกอัดด้วยแรงดันสูงจะระเบิดตัวภายในปั๊มอย่างรวดเร็ว กัดกร่อนผิวโลหะของเกียร์หรือใบพัดให้เป็นหลุมเล็กๆ จนปั๊มสูญเสียกำลังและพังในที่สุด
- น้ำมันเสื่อมสภาพเร็วขึ้น อากาศที่ปะปนอยู่จะทำให้น้ำมันเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันและสะสมความร้อนได้สูงกว่าปกติ ส่งผลให้คุณสมบัติการหล่อลื่นลดลงและทำลายซีลยางต่างๆ ในระบบ
- เกิดเสียงดังผิดปกติ ระบบที่มีอากาศค้างอยู่จะก่อให้เกิดเสียงหวีดดังแหลมคล้ายกรวดทรายวิ่งอยู่ในท่อไฮดรอลิค ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าอุปกรณ์ภายในกำลังถูกทำลายช้าๆ
- แรงดันระบบตกและตอบสนองช้า ระบบจะเสียเวลาไปกับการอัดอากาศให้ยุบตัวก่อนที่น้ำมันจะไปดันอุปกรณ์ทำงาน ทำให้เกิดค่าความดันลดในจุดที่ควรจะเป็นแรงดันส่งกำลัง ส่งผลให้เครื่องจักรตอบสนองช้าลงและไม่สามารถทำแรงดันได้ตามที่ตั้งค่าไว้
- เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ บางกรณีที่เป็นงานยกของหนัก อากาศที่ยุบตัวได้อาจทำให้โหลดหรือน้ำหนักที่ยกอยู่อาจตกลงมากะทันหัน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อผู้ปฏิบัติงาน
วิธีเช็กว่าถึงเวลาต้องไล่ลมไฮดรอลิคออกแล้ว
หากคุณกำลังสงสัยว่าเครื่องจักรที่ใช้อยู่ถึงเวลาต้องไล่ลมแล้วหรือยัง ลองสังเกตสัญญาณของระบบผ่านจุดตรวจสอบเหล่านี้ ก่อนที่อุปกรณ์จะพังเสียหายจริง
- น้ำมันในถังพักเปลี่ยนสภาพเป็นฟอง เมื่อเปิดฝาถังพักน้ำมันไฮดรอลิคดูแล้วพบว่าน้ำมันมีลักษณะขุ่นขาวเหมือนใส่นม หรือมีฟองอากาศละเอียดลอยฟูอยู่บนผิวหน้า นี่คือสัญญาณชัดเจนว่ามีอากาศเข้าไปผสมกับน้ำมันเรียบร้อยแล้ว
- ความร้อนที่ตัวปั๊มพุ่งสูงผิดปกติ ลองใช้เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดเช็กที่ตัวปั๊ม หากพบว่าร้อนจัดในเวลาอันรวดเร็วทั้งที่เพิ่งเริ่มงาน มักเกิดจากอากาศถูกอัดตัวอย่างรุนแรงซ้ำไปซ้ำมาอยู่ภายใน
- ระดับน้ำมันขึ้น-ลงผิดปกติขณะใช้งาน สังเกตที่ตาแมวหรือเกจวัดระดับน้ำมัน หากระดับน้ำมันมีการวูบลงและดันขึ้นกลับมาสูงกว่าเดิมมากผิดปกติในขณะที่ขยับกระบอกสูบ แสดงว่ามีโพรงอากาศขนาดใหญ่ค้างอยู่ในเส้นท่อ
- จังหวะการเคลื่อนที่วูบหรือยุบ ในขณะที่เครื่องจักรแบกน้ำหนักค้างไว้ หากมีการขยับเพียงเล็กน้อยแต่อุปกรณ์กลับวูบลงต่ำกว่าจุดที่ควรจะเป็น (คล้ายอาการเบรกจมในรถยนต์) แสดงว่าในระบบเริ่มมีอากาศมากเกินไปจนรับแรงดันไม่อยู่
- เสียงหวีดครางขณะเร่งรอบเครื่อง หากปกติเครื่องเดินเงียบ แต่พอสั่งงานแล้วมีเสียงลากยาวหรือเสียงสั่นสะเทือนสะท้อนออกมาตามท่อไฮดรอลิค นั่นคือสัญญาณว่าอากาศกำลังวิ่งผ่านวาล์วด้วยความเร็วสูง
- สันนิษฐานล่วงหน้าเวลาต้องซ่อมบำรุง ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนข้อต่อไฮดรอลิค สาย หรือวาล์วตัวใหม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเสมอว่ามีอากาศเข้าไปรออยู่ในระบบแล้ว จำเป็นต้องไล่ลมทุกครั้งโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการก่อน
ขั้นตอนตอนการไล่ลมไฮดรอลิคที่ถูกต้อง มีอะไรบ้าง?
แม้ว่าการไล่ลมไฮดรอลิคออกจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความใจเย็นและการทำเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าฟองอากาศที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ ถูกดันออกจนหมด โดยทั่วไปจะมีขั้นตอนหลักที่ช่างนิยมใช้กันดังนี้
1. ตรวจเช็กระดับน้ำมันในถังพัก
ก่อนเริ่มขั้นตอนการไล่ลม คุณจะต้องมั่นใจก่อนว่าน้ำมันในถังพักอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่น้อยจนเกินไป เพราะในขณะที่เราไล่ลม ระบบจะดึงน้ำมันเข้าไปแทนที่อากาศ หากน้ำมันขาด ปั๊มจะดูดอากาศใหม่เข้าไปเติมจนกลายเป็นปัญหาไม่จบไม่สิ้น
2. คลายจุดเชื่อมต่อหรือวาล์วไล่ลม
ให้คุณมองหาจุดไล่ลมที่อยู่จุดสูงสุดของระบบ หรือจุดที่ใกล้กับอุปกรณ์ทำงาน เช่น ข้อต่อหัวกระบอกสูบ คลายข้อต่อ หรือสกรู ไล่ลมออกเพียงเล็กน้อย พอให้น้ำมันและอากาศไหลซึมออกมา ทั้งนี้ห้ามถอดข้อต่อออกทั้งหมดในขณะที่มีแรงดัน เพราะอาจทำให้น้ำมันฉีดพุ่งออกมาและเป็นอันตรายต่อตัวคุณเอง
3. เดินเครื่องจักรและสั่งงานเบาๆ
ให้คุณสตาร์ทเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ปั๊ม แล้วค่อยสั่งงานให้กระบอกสูบยืด-หดช้าๆ จนสุดระยะหลายๆ รอบ ในช่วงแรกจะเห็นว่ามีฟองอากาศไหลปนออกมากับน้ำมันที่จุดที่เราคลายไว้ ให้ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำมันที่ไหลออกมาจะใสและไม่มีฟองปน
4. สังเกตอาการและเสียงอยู่เสมอ
ในระหว่างที่ไล่ลม ให้คุณฟังเสียงปั๊มไฮดรอลิคว่าเสียงหวีดแหลมเริ่มเบาลงจนเป็นเสียงปกติหรือไม่ และอย่าลืมสังเกตการเคลื่อนที่ของกระบอกสูบว่ามีความนุ่มนวลสม่ำเสมอหรือไม่ หายกระตุกแล้วหรือยัง
5. ปิดจุดไล่ลมและเช็กระดับน้ำมันอีกครั้ง
เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอากาศค้างอยู่แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายให้ขันปิดข้อต่อหรือสกรูไล่ลมให้แน่นแล้วเช็ดทำความสะอาดคราบน้ำมันออก จากนั้นให้กลับไปเช็กระดับน้ำมันที่ถังพักอีกครั้งและเติมให้ได้ระดับมาตรฐาน เพราะน้ำมันส่วนหนึ่งจะหายไปจากการที่เข้าไปแทนที่ช่องว่างของอากาศ
เคล็ดลับจากประสบการณ์ช่าง
สำหรับกระบอกสูบบางประเภทที่ไม่มีวาล์วไล่ลมโดยเฉพาะ ช่างมักจะใช้วิธียืด-หดกระบอกสูบจนสุดระยะติดต่อกันประมาณ 10-15 ครั้งโดยไม่โหลดน้ำหนัก วิธีนี้จะช่วยดันอากาศให้ไหลกลับไปตามสายและระบายออกที่ถังพักน้ำมันเองโดยธรรมชาติ
ข้อควรระวังในการไล่ลมไฮดรอลิคออก
ข้อควรระวังสำคัญที่สุดในการ ไล่ลมไฮดรอลิค คือเรื่องของความปลอดภัยจากแรงดันสะสม ดังนั้นห้ามคลายข้อต่อหรือสกรูไล่ลมออกจนสุดในขณะที่เครื่องจักรทำงาน เพราะน้ำมันแรงดันสูงอาจฉีดพุ่งออกมาและอาจเป็นอันตรายต่อผิวหนังและดวงตาได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเดินปั้มตัวเปล่าเป็นเวลานานในขณะที่น้ำมันขาด และต้องคอยเติมน้ำมันในถังพักให้ถึงระดับมาตรฐานอยู่เสมอเพื่อป้องกันไม่ให้ปั๊มดูดเอาอากาศใหม่ย้อนกลับเข้าไปในระบบ ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนสะสมจนซีลยางและอุปกรณ์ภายในเสื่อมสภาพก่อนกำหนด
